“เดินทางดีๆ ล่ะ อาเฉียง” น้ำเสียงอ่อนโยนแฝงแววห่วงใยของหญิงวัยกลางคนกล่าวขึ้น ดวงตาเรียวเล็กสีดำสนิทมองดูเด็กหนุ่มร่างสูงตรงหน้าด้วยแววตารักใคร่ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มน้อยๆ ใบหน้าขาวใสเริ่มมีริ้วรอยแห่งวัย นางเอื้อมมือขึ้นไปวางบนบ่าของลูกชายเบาๆ
“ไม่ต้องห่วงครับท่านแม่ ข้าจะรีบไปรีบมา ท่านแม่อยู่ทางนี้รักษาตัวด้วยนะครับ” อาเฉียงกล่าวกับมารดา เขามองดูเธอด้วยดวงตาเรียวเข้มสีดำขลับ ริมฝีปากบางส่งยิ้มอบอุ่นไปให้นาง
“โอ๊ย! ไม่ต้องรีบกลับหรอก เจ้าน่ะ ยังเยาว์วัยนัก อยู่เล่นในเมืองนั้นสักพักก่อนก็ได้” ผู้เป็นแม่พูดขึ้น อาเฉียงมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับท่าทีที่เหมือนผลักไสอย่างนั้น
“ท่านแม่... ไม่ต้องการข้าแล้วหรอครับ.. บัดซบ.. บัดซบจริงๆ เลย!” เขากล่าวอย่างท้อแท้ แววตาเป็นกังวล
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า อาเฉียง.. เมื่อเจ้าไปถึงที่นั่น จงยื่นของสิ่งนี้ให้ถึงมือเพื่อนรักของแม่ และเมื่อนั้นเจ้าจะเข้าใจ” นางบอก
“ได้ครับ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง” เด็กหนุ่มกล่าวพลางยื่นมือรับกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดเท่ากลักไม้ขีดมาไว้ในมือ มันถูกห่ออย่างลวกๆ ด้วยผ้าสีทองงดงาม
“มันต้องล้ำค่ามากแน่ๆ ท่านแม่ถึงได้ฝากฝังข้านัก” เขากล่าว ผู้เป็นแม่ส่งยิ้มอ่อนโยนไปให้ลูกชายคนเดียวของนาง
“แล้วเจ้าจะเข้าใจ ขอให้เจ้าเดินทางอย่างปลอดภัย อาเฉียง ลูกรักของแม่”
ครึ่งวันของการเดินทางผ่านไปพร้อมๆ กับชายหนุ่มที่เข้ามายืนอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มันตั้งอยู่ในเมืองที่ห่างจากบ้านของเขาพอสมควร กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารในร้านอาหารขนาดไม่ใหญ่มากนักทำให้ท้องว่างเปล่าของเขาร้องอุทธรณ์ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ
“พักก่อนดีกว่า” อาเฉียงกล่าวเบาๆ กับตัวเอง พลางเดินรี่เข้าไปในร้านอาหารที่ดูเหมือนจะไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก โต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ สีน้ำตาลเข้มหลายตัวยังคงว่างเปล่า จะว่าไป มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ถูกจับจองโดยชายร่างเล็กที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารในชามราวกับอดอยากมาแสนนาน อาเฉียงเดินรี่เข้าไปจับจองหนึ่งในบรรดาโต๊ะว่างทั้งหลายนั่นก่อนจะตะโกนสั่งอาหาร
“ขอหมั่นโถวสักลูกสิครับพี่ชาย” เขาร้องบอกด้วยน้ำเสียงหล่อเหลา
เสี่ยวเอ้อยกหมั่นโถวเนื้อเหลืองนวลมาวางตรงหน้าชายหนุ่ม ควันสีขาวบางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาจากแป้งหมั่นโถวส่งกลิ่นหอมยวนใจ อาเฉียงเป่ามันเบาๆ ก่อนจะอ้าปากหมายจะกินหมั่นโถวเพื่อประทังความหิว
“เอาอีกแล้วหรอวะ! ไอ้เปี๊ยกนี่!!” เสียงตะโกนก้องทำให้อาเฉียงหยุดกึก คิ้วเรียวเข้มขมวดเล็กน้อย เขาหันขวับไปมองทางต้นเสียง ชายเจ้าของร้านร่างสูงใหญ่หน้าตาโหดเหี้ยมราวกับนักฆ่ากำลังตะคอกใส่ชายหนุ่มร่างเล็กที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่เพียงลำพัง บ่างองุ้มและใบหน้าหลุบต่ำราวกับกำลังหวาดกลัวสุดขีด บนโต๊ะอาหารข้างๆ ร่างเล็กของชายผู้นั้นมีถ้วยอาหารที่พร่องไปแล้ววางอยู่
“ไม่มีปัญญาจ่ายแล้วจะสั่งมากินทำไมวะ!!” เจ้าของร้านตะโกนลั่น ชายร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งก่อนจะเริ่มทำตัวสั่นมากกว่าเดิม อาเฉียงตัดใจวางหมั่นโถวที่ยังไม่ได้กัดเข้าไปสักคำลงบนโต๊ะ เขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ ชายหนุ่มผู้ทรงคุณธรรม เจ้าหนุ่มหงอนั่นน่าสงสารชะมัด เขาคิดในใจ
“มีอะไรกันหรอครับพี่ชาย ไม่เอาน่า แค่เรื่องกินเล็กน้อยนี่อย่ามาทะเลาะกันเลยนะ” เขาว่าพลางส่งยิ้มกว้างอันทรงเสน่ห์ไปให้เจ้าของร้านร่างสูงใหญ่บึกบึนกับใบหน้าโหดเหี้ยมนั้นกระตุกเล็กน้อย สีชมพูจางๆ เริ่มซับอยู่บนใบหน้าจากรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ของ.. อาเฉียง
“จะ.. เจ้ามายุ่งอะไรด้วย!” เขาเริ่มตะโกนกลบเกลื่อน
“แค่เรื่องเล็กน้อยนี่เองนะครับ” อาเฉียงบอกอีก ยังคงส่งยิ้มหวานไปให้เจ้าของร้านร่างยักษ์
“แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว!! ไอ้พวกสามดาบ!! กินทีไรชักดาบทุกที!!” เจ้าของร้านตะโกนใส่หนุ่มหงออีกครั้งก่อนจะหายไปหลังร้าน
“ไม่เป็นไรนะครับ” อาเฉียงหันไปพูดกับชายหนุ่มร่างเล็กที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่
“ข.. ขอบคุณ” เขาตอบรับด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ
“ข้าชื่ออาเฉียง”
“ข้าชื่อ... หวังจิ้ง” ชายร่างเล็กตอบ ก่อนที่พวกเขาจะได้สนทนาสานความสัมพันธ์ไปมากกว่านี้ เสียงเอะอะพร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันก็ดังขึ้น
ร่างใหญ่ของชายเจ้าของร้านเดินนำลูกทีมนับสิบคนพร้อมอาวุธครบมือตรงรี่มาที่พวกเขา อาเฉียงเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นอย่างนั้น เขากำลังคิด.. คิดอย่างหนักหน่วง เขาจะรับมือกับเจ้าพวกนี้ยังไงดีนะ...
“ข้าว่า เจ้าไปล้างจานให้เจ้าพวกนี้เป็นการชดใช้ค่าอาหารดีมั้ย หวังจิ้ง..”
“....”
“หวังจิ้ง...” อาเฉียงร้องเรียกอีกครั้งในขณะที่ดวงตาเรียวเข้มยังคงจับจ้องอยู่ที่กลุ่มเจ้าของร้านที่ย่างสามขุมเข้ามา ไร้การตอบสนองจากหวังจิ้ง.. หรือว่าเขาจะช็อคไปเสียแล้ว อาเฉียงหันขวับมามองทางหวังจิ้งอย่างตกใจ
“เฮ้ย!! ไอ้หวังจิ้ง!!!!!!!!!!” เขาตะโกนก้องดังพอๆ กับเสียงของเจ้าของร้านเมื่อเห็นร่างเล็กของหวังจิ้งวิ่งหนีออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว
“ไง ไอ้หนุ่ม! ทำตัวเป็นพระเอกดีนัก จะเอาไงล่ะคราวนี้” เจ้าของร้านเอ่ยถามพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก เม็ดเหงื่อผุดพราวบนใบหน้าหล่อเหลาของอาเฉียง ดวงตาเรียวเข้มของชายหนุ่มไล่ไปที่ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือ ตาย.. ตายแน่แล้วตู.. เขาคิด
“ข้า.. ข้าจ่ายค่าอาหารแทนหวังจิ้งให้ก็แล้วกัน ถือว่าเลิกแล้วต่อกันนะครับพี่ชาย” เขาบอก พลางเดินรี่ไปที่โต๊ะอาหารของตัวเองเพื่อควานหาเงินในกระเป๋าย่ามของเขา หวังจิ้งตัวเล็กแค่นั้น คงไม่ได้กินอะไรมากมาย เขาน่าจะพอมีเงินจ่ายแทนหวังจิ้งได้
“คิดจะจ่ายแทนไอ้หงอนั่นจริงๆ เรอะ” เจ้าของร้านถาม ก่อนจะเริ่มต้นหัวเราะ และลูกน้องทั้งหลายของเขาก็ร่วมวงหัวเราะขึ้นมาด้วย
“ใช่สิ กี่ตำลึงล่ะครับ” อาเฉียงถามอีก เขาคว้าเงินออกมาจากย่ามจำนวนหนึ่ง
“เจ้าหวังจิ้งจากสำนักสามดาบนั่น มันกินหูฉลามเข้าไป”
“ห๊า??!!!”
“หูฉลาม!!! เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก จ่ายมาซะด้วย 100 ตำลึงทอง ดันสั่งหูฉลามจากน่านน้ำอเมซอน กว่าข้าจะดั้นด้นไปหามาให้มันกินได้น่ะ เลือดตาแทบกระเด็น ถ้าข้าเอะใจสักนิด ว่าไอ้หงอนั่นมันจะชักดาบเหมือนที่ผ่านมาล่ะก็... ข้าคงไม่ให้มันกินหรอก”
“หวังจิ้งมันชักดาบบ่อยขนาดนั้น แล้วทำไมท่านยังให้มันกินของแพงๆ แบบนี้อีกเล่า!! งี่เง่าชะมัด!” อาเฉียงว่าพลางทรุดลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง... 100 ตำลึงทองเชียวนะเฟ้ย! ไอ้หวังจิ้ง!!!
“มันชักดาบมาแล้ว 3 ครั้ง นี่เป็นครั้งที่ 4 ข้าเห็นว่ามันอยู่สำนักสามดาบ ยังไงมันคงชักได้ไม่เกินสามดาบแน่ๆ แต่ข้าคาดผิดไป ไอ้นี่... มันร้ายนัก ไอ้สำนักบ้าบอนี่ก็เหมือนกัน มากินกันทีไรชักดาบทุกที!! จนร้านข้าจะเจ๊งอยู่รอมร่อแล้ว!!” เจ้าของร้านกล่าวอย่างมีโมโห
อาเฉียงเทเงินทั้งหมดออกจากกระเป๋า และพบว่ามันมีเงินเหลือในกระเป๋าแค่เพียง 100 ตำลึงทองเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหลานั้นซีดเผือด... 100 ตำลึงทองสุดท้าย ที่เฝ้าเก็บหอมรอมริบมาแต่เล็กแต่น้อย พลันต้องหายวับไปเพราะหูฉลามของไอ้หวังจิ้ง!!!
“ข้าขอคืนหมั่นโถวนี่ได้มั้ย ข้ายังไม่ได้กินเลย ข้ามีเงินอยู่แค่ 100 ตำลึงทองสุดท้ายนี่เท่านั้น ข้าคงไม่มีเงินจ่ายในส่วนของข้า” อาเฉียงกล่าวเบาๆ เสียงท้องร้องขึ้นมาดังๆ อีกครั้งราวกับจะเน้นย้ำให้เขาได้รับรู้ว่าตนเองกำลังหิวเพียงใด
อาเฉียงเดินโซซัดโซเซราวกับเขาได้ทิ้งวิญญาณของตัวเองไว้ในร้านอาหารนั่น เงิน 100 ตำลึงทองหายไป.... พร้อมกับหมั่นโถวร้อนๆ หอมกรุ่นที่ยังไม่ได้กินเข้าไปสักคำ อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงจุดหมายนะ... ไอ้หวังจิ้ง... อย่าให้กรูเจอนะเมิง!!! เขาคิด..
หลังการเดินทางสักพักใหญ่ อาเฉียงก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านของเพื่อนรักของแม่ บ้านท่านป้ากิมลั้ง เขาหิวและเหนื่อยมากเหลือเกิน เขารู้ว่า ถ้าเพียงแค่เคาะเบาๆ ที่บานประตูนั่น เขาก็จะได้ทานอาหารรสเลิศจากเพื่อนรักของแม่ และได้พักผ่อนจากการเดินทางอันแสนยาวนาน แต่อะไรบางอย่างดึงดูดให้เขาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหลังนั้น
อาคารที่เก่าจนแทบร้างยืนสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางบ้านหลังเล็กๆ เตี้ยๆ ที่อยู่รายรอบ บานประตูที่ปิดไม่มิดนั้นเรียกร้องให้ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหา อาเฉียงค่อยๆ พาร่างสูงของตัวเองไปที่หน้าสถานที่แห่งนั้น ป้ายไม้เก่าๆ ผุพังสลักลงไปเป็นตัวอักษรอ่านได้ว่า “สำนักสามดาบ”
“ที่นี่นี่เอง สำนักสามดาบ” อาเฉียงกล่าวกับตัวเองอย่างเคียดแค้น 100 ตำลึงทอง!!! สิ่งนั้นยังคงตอกย้ำอยู่ในจิตใจของเขา
บานประตูที่แง้มออกทำให้ชายหนุ่มผงะ ร่างเล็กของชายหนุ่มอีกคนที่กำลังจะก้าวออกมาจากสำนักก็หยุดกึกเช่นกันเมื่อเห็นเขา
“หวังจิ้ง!” อาเฉียงตะโกนลั่นเมื่อเห็นอย่างนั้น หวังจิ้งหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในสำนัก อาเฉียงไม่ปล่อยให้เขาวิ่งหนีไปเป็นครั้งที่สอง ชายหนุ่มกระโจนตามเขาไปอย่างไม่ลดละ
“อ้าว! ท่านเจ้าสำนักจะวิ่งไปไหน!!” เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นหวังจิ้งวิ่งหน้าตั้งไปอย่างนั้น หวังจิ้งไม่ได้ตอบ... เขายังคงออกวิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต
“เป็นเจ้าสำนักเชียวเรอะ ไอ้เปี๊ยกเอ๊ย!” อาเฉียงพูดกับตัวเองเบาๆ และยังคงวิ่งตามหวังจิ้งต่อไป แต่แล้วเสียงกลองครึกครื้นก็ดังขึ้นราวกับกำลังมีงานรื่นเริงคล้ายการเชิดสิงโตกันภายในสำนักเก่าๆ แห่งนี้ ชายสามคนวิ่งรี่เข้ามาที่อาเฉียงก่อนจะโห่ร้องและโอบกอดอาเฉียงด้วยความยินดี หนึ่งในนั้นตะโกนออกมาดังก้องไปทั่วทั้งสำนัก...
“ศิษย์สำนักคนใหม่!!!”






